รับจดบริษัท การค้าปลีก เปิดการค้า จัดตั้ง ที่ไหน โทร.0819318341

ธุรกิจการค้าปลีก มีรายได้จากอะไรบ้าง

  1. การขายสินค้า รายได้หลักสำหรับธุรกิจการค้าปลีกเกิดจากการขายสินค้าให้กับลูกค้า สินค้าอาจเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคหรือสินค้าที่ใช้ในการประกอบการ รายได้จะเกิดจากการขายสินค้าในร้านหรืออาจเป็นการขายออนไลน์ผ่านเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มออนไลน์

  2. ค่าบริการ นอกจากการขายสินค้าแล้ว บางธุรกิจค้าปลีกอาจให้บริการเสริมที่มาพร้อมกับสินค้า เช่น การบริการหลังการขาย, การจัดส่งสินค้า, การติดตั้ง, การแนะนำสินค้า เป็นต้น ค่าบริการที่เสริมมากับสินค้าสามารถช่วยเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจ

  3. ค่าธรรมเนียม บางร้านค้าปลีกอาจเสียรายได้จากการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเมื่อลูกค้าใช้บริการหรือทำธุรกรรมในร้าน เช่น ค่าบริการจัดส่ง, ค่าบริการติดตั้ง, ค่าบริการบัตรสมาชิก เป็นต้น

  4. รายได้จากพื้นที่เช่า ถ้าคุณเป็นเจ้าของสถานที่ค้าปลีกและให้เช่าพื้นที่ให้กับร้านอื่น เช่น ร้านเช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า คุณจะได้รับรายได้จากค่าเช่า

  5. ค่าความสามารถในการพึ่งพาตนเอง (Franchise Fee) หากคุณมีแบรนด์และรูปแบบธุรกิจที่เป็นที่นิยม คุณอาจมีรายได้จากการให้สิทธิในการเปิดร้านธุรกิจค้าปลีกในรูปแบบแฟรนไชส์ โดยเรียกค่าความสามารถในการพึ่งพาตนเอง (Franchise Fee) จากผู้ประกอบการที่สนใจเปิดร้านแบบเดียวกับคุณ

  6. ค่าสมาชิก (Membership Fee) หากคุณมีระบบสมาชิกในธุรกิจค้าปลีก เช่น ร้านสะสมแต้มหรือรับสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก คุณอาจได้รับรายได้จากค่าสมาชิก

  7. รายได้จากการจัดงานโปรโมชั่นและกิจกรรม บางครั้งธุรกิจค้าปลีกอาจจัดงานโปรโมชั่น ลดราคาสินค้า หรือการกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับลูกค้า เพื่อดึงดูดความสนใจและเพิ่มยอดขาย

วิเคราะห์ Swot Analysis ธุรกิจการค้าปลีก

จุดแข็ง (Strengths)

  • ตำแหน่งที่ตั้งที่ดี สถานที่ตั้งร้านค้าปลีกที่ต่อต้านและอยู่ในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น สามารถดึงดูดลูกค้าได้ง่าย
  • สินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพ สินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพดีและได้รับการยอมรับจากลูกค้า ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า
  • การบริการลูกค้าที่ดี บริษัทมีการบริการลูกค้าที่มีคุณภาพและออกแบบเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า
  • แบรนด์และชื่อเสียงที่แข็งแกร่ง บริษัทมีแบรนด์ที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับในตลาดค้าปลีก

จุดอ่อน (Weaknesses)

  • ค่าใช้จ่ายสูง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจอาจสูงเนื่องจากค่าเช่าพื้นที่หรือค่าจ้างงาน
  • ความขาดแคลนแรงงาน การหาแรงงานที่มีความสามารถและพร้อมทำงานในธุรกิจค้าปลีกอาจเป็นความท้าทาย
  • ความขาดแคลนสินค้า ถ้ามีปัญหาในการจัดหาสินค้าหรือวัตถุดิบ อาจส่งผลต่อสามารถในการขาย
  • ความพร้อมทางเทคโนโลยี หากธุรกิจไม่คงที่เทคโนโลยีล่าสุด อาจทำให้พลาดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ

โอกาส (Opportunities) 

  • การเติบโตของตลาด มีโอกาสในการขยายตลาดหรือกลุ่มลูกค้าใหม่ เช่น เปิดร้านเพิ่มในพื้นที่ใหม่
  • เทรนด์และแนวโน้ม ติดตามแนวโน้มในตลาด เช่น เทรนด์สุขภาพและอาหารเพื่อสุขภาพ และปรับเปลี่ยนสินค้าหรือบริการเพื่อตอบสนองต่อแนวโน้มนี้
  • การตั้งราคาแข่งขัน โอกาสในการเปิดร้านค้าปลีกที่มีราคาที่แข่งขัน ทำให้สามารถดึงดูดลูกค้าจากคู่แข่ง

อุปสรรค (Threats)

  • คู่แข่งค้า การแข่งขันที่สูงในตลาดอาจมีผลกระทบต่อยอดขายและกำไรของคุณ
  • เปลี่ยนแปลงในนโยบายกฎหมาย การเปลี่ยนแปลงในนโยบายหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการค้าปลีกอาจมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ
  • การเปลี่ยนแปลงในความต้องการของลูกค้า ลูกค้าอาจมีความเปลี่ยนแปลงในความต้องการและความพึงพอใจ ซึ่งอาจทำให้ต้องปรับเปลี่ยนสินค้าหรือบริการ
  • ความไม่แน่นอนในเศรษฐกิจ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อขายของลูกค้าและธุรกิจ

อาชีพ ธุรกิจการค้าปลีก ใช้เงินลงทุนอะไร

  1. ค่าเช่าพื้นที่ หากคุณต้องเช่าสถานที่สำหรับร้านค้าปลีก ค่าเช่าพื้นที่จะเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่าย ค่าเช่าจะแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นและตำแหน่งที่ตั้งของร้านค้า

  2. สินค้าหรือบริการ คุณต้องลงทุนในการซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบที่จะขายในร้านค้าปลีก รวมถึงค่าใช้จ่ายในการจัดหาและจัดเก็บสินค้า

  3. ต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ต้นทุนเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจประกอบด้วยค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต เป็นต้น

  4. บุคลากร หากคุณมีพนักงานในร้านค้าปลีก คุณจะต้องลงทุนในค่าจ้างงานและสวัสดิการพนักงาน

  5. อุปกรณ์และเครื่องมือ อุปกรณ์และเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการดำเนินธุรกิจ อาจรวมถึงเครื่องจักร เครื่องมือการทำงาน เครื่องคอมพิวเตอร์ ฯลฯ

  6. การตลาดและโฆษณา คุณจะต้องลงทุนในกิจกรรมการตลาดและโฆษณา เพื่อสร้างความรู้จักและดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการหรือซื้อสินค้าของคุณ

  7. ค่าติดตั้งและออกแบบ หากคุณต้องการติดตั้งร้านค้า จัดวางแผงโชว์ หรือออกแบบพื้นที่ในร้าน คุณอาจต้องลงทุนในค่าติดตั้งและออกแบบ

  8. ทุนหมุนเวียน คุณควรมีทุนหมุนเวียนเพื่อใช้ในการจ่ายค่าใช้จ่ายประจำวัน ตัวอย่างเช่น ค่าเช่า ค่าเงินเดือน และค่าวัสดุประจำร้าน

  9. ค่าบริหารและดำเนินธุรกิจ ค่าบริหารและดำเนินธุรกิจอาจรวมถึงค่าใช้จ่ายในการจัดการธุรกิจให้เป็นไปตามแผนการดำเนินธุรกิจ

อาชีพ ที่เกี่ยวข้องกับ ธุรกิจการค้าปลีก

  1. เจ้าของร้านค้า เจ้าของร้านค้าเป็นคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจค้าปลีกและมีความรับผิดชอบในการดำเนินธุรกิจให้เป็นไปได้ตามเป้าหมาย

  2. ผู้จัดการร้านค้า ผู้จัดการร้านค้ามีหน้าที่ในการดูแลและบริหารร้านค้า รวมถึงการวางแผนการขาย การจัดการสินค้า และการจัดการทรัพยากรบุคคล

  3. พนักงานขาย พนักงานขายมีหน้าที่ในการให้คำแนะนำและบริการลูกค้า ช่วยในการขายสินค้า และสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า

  4. พนักงานบริการลูกค้า พนักงานบริการลูกค้ามีหน้าที่ในการตอบคำถาม แก้ไขปัญหา และช่วยให้ลูกค้ามีประสบการณ์ที่ดีในการใช้บริการ

  5. ผู้จัดการสต็อก ผู้จัดการสต็อกมีหน้าที่ในการจัดการสินค้าในคลังสินค้า ควบคุมระดับสต็อก เพื่อให้สินค้ามีความพร้อมในการขายตลอดเวลา

  6. ผู้จัดการการตลาด ผู้จัดการการตลาดมีหน้าที่ในการวางแผนและดำเนินกิจกรรมการตลาด เพื่อดึงดูดลูกค้าและเพิ่มยอดขาย

  7. ช่างตัดเย็บ (Tailor) ในธุรกิจเสื้อผ้าค้าปลีก ช่างตัดเย็บเป็นบทบาทสำคัญในการปรับแต่งเสื้อผ้าให้พอดีกับลูกค้า

  8. เจ้าหน้าที่การเงิน บทบาทนี้เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการเรื่องการเงิน รวมถึงการบันทึกบัญชีและการจัดการค่าใช้จ่าย

  9. พนักงานพัสดุ พนักงานพัสดุมีหน้าที่ในการรับส่งสินค้า การจัดเก็บสินค้า และการจัดส่งให้ถึงมือลูกค้า

  10. ช่างซ่อม ในธุรกิจที่ขายสินค้าเช่นอุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์ในบ้าน หรือยานพาหนะ ช่างซ่อมเป็นคนที่ช่วยแก้ไขปัญหาและซ่อมแซมสินค้าให้ใช้งานได้อย่างถูกต้อง

คําศัพท์พื้นฐาน ธุรกิจการค้าปลีก ที่ควรรู้

  1. สต็อก (Stock/Inventory) สินค้าที่ถูกจัดเก็บในร้านค้า หรือคลังสินค้าเพื่อเตรียมขายให้กับลูกค้า

  2. ราคาขายปลีก (Retail Price) ราคาที่กำหนดให้กับสินค้าหรือบริการเมื่อขายให้กับลูกค้าที่ร้านค้า

  3. ลูกค้า (Customer) บุคคลหรือองค์กรที่เข้ามาซื้อสินค้าหรือบริการจากร้านค้า

  4. ส่วนลด (Discount) การลดราคาสินค้าหรือบริการให้กับลูกค้าเพื่อสร้างความน่าสนใจในการซื้อ

  5. โปรโมชั่น (Promotion) กิจกรรมที่ใช้เพื่อสร้างความตื่นเต้นและดึงดูดลูกค้า เช่น การลดราคาพิเศษหรือแจกของแถม

  6. จัดส่ง (Delivery) กระบวนการส่งสินค้าถึงลูกค้า โดยใช้บริการจัดส่งสินค้าหรือทางรถ

  7. ร้านค้า (Store/Retail Store) สถานที่ที่จัดจำหน่ายสินค้าหรือบริการให้กับลูกค้า

  8. หน้าร้าน (Storefront) ส่วนหน้าของร้านค้าที่มองเห็นจากภายนอก ซึ่งเป็นที่ตั้งของหน้าร้านและเข้าใจเกี่ยวกับแบรนด์และสินค้า

  9. ออนไลน์ช็อป (Online Shopping) กระบวนการการซื้อสินค้าผ่านอินเตอร์เน็ต โดยใช้เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

  10. จัดหาสินค้า (Sourcing) กระบวนการค้นหาและเลือกซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบที่จะขายในร้านค้า โดยพิจารณาคุณภาพและราคา

จดบริษัท ธุรกิจการค้าปลีก ทำอย่างไร

  1. เลือกชื่อบริษัท เลือกชื่อบริษัทที่ไม่ซ้ำกับบริษัทอื่น ๆ และตรงกับกฎหมายท้องถิ่นที่คุณจะจดทะเบียนใน

  2. วางแผนรูปแบบการจดทะเบียน คุณต้องเลือกรูปแบบที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจของคุณ เช่น บริษัทจำกัด, บริษัทมหาชน, หรือบริษัทห้าหลัก

  3. เตรียมเอกสาร เอกสารที่จำเป็นอาจมีความแตกต่างไปตามกฎหมายของแต่ละประเทศ แต่ปกติจะรวมถึง

    • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือหนังสือเดินทางของผู้จัดตั้ง
    • ที่อยู่ที่จะใช้เป็นที่ตั้งของบริษัท
    • รายชื่อผู้จัดตั้งและสมาชิกของบริษัท
  4. ยื่นเอกสารการจดทะเบียน ยื่นเอกสารที่จำเป็นและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนที่หน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

  5. รับหมายเลขทะเบียนธุรกิจ (Company Registration Number) เมื่อเอกสารถูกตรวจสอบและอนุมัติ คุณจะได้รับหมายเลขทะเบียนธุรกิจเป็นเอกสารแสดงว่าบริษัทของคุณถูกจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว

  6. ขอใบอนุญาตปฏิบัติการ (Business License) อาจจำเป็นต้องขอใบอนุญาตปฏิบัติการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรืออื่น ๆ

  7. เปิดบัญชีธนาคารธุรกิจ เปิดบัญชีธนาคารให้กับบริษัท เพื่อทำการเงินและธุรกรรมทางการเงินอื่น ๆ ของธุรกิจของคุณ

  8. การจัดเตรียมสิ่งอื่น ๆ ตรวจสอบกฎหมายท้องถิ่นและข้อกำหนดอื่น ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับธุรกิจการค้าปลีกของคุณ เช่น การจัดทำสัญญาเช่าพื้นที่ การเสียภาษีขาย หรือการรับประกัน

บริษัท ธุรกิจการค้าปลีก เสียภาษีอะไร

  1. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือภาษีขาย (Sales Tax) ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีขายเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากการขายสินค้าหรือบริการและจ่ายให้กับหน่วยงานภาษี เป็นเงินส่วนแรกที่ถูกเสียโดยผู้ซื้อหรือลูกค้า

  2. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax) ถ้าคุณเป็นบริษัทแบบบุคคลธรรมดา คุณอาจต้องเสียภาษีเงินได้ตามอัตราที่บัญหาภาษีของประเทศกำหนด

  3. ภาษีนิติบุคคล (Corporate Income Tax) ภาษีนิติบุคคลเป็นภาษีที่เสียจากกำไรที่ได้จากธุรกิจของบริษัท มีอัตราภาษีที่ต่างกันไปตามแต่ละประเทศ

  4. ภาษีเงินเดือน (Payroll Tax) หากคุณมีพนักงานในบริษัท คุณอาจต้องเสียภาษีเงินเดือนตามกฎหมายท้องถิ่น

  5. ภาษีที่ดิน (Property Tax) ถ้าคุณเป็นเจ้าของที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ คุณอาจต้องเสียภาษีที่ดินตามมูลค่าทรัพย์สิน

  6. ภาษีอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศและระเบียบท้องถิ่น คุณอาจเสียภาษีอื่น ๆ เช่น ภาษีสุรา, ภาษีสถานประกอบการ, ภาษีเพลง, หรืออื่น ๆ ขึ้นอยู่กับธุรกิจของคุณ

อ่านบทความทั้งหมด >>> xn--82cyjl9bwb6cwa.com/

How useful was this post?

Click on a star to rate it!

Average rating 5 / 5. Vote count: 9

No votes so far! Be the first to rate this post.

บริษัท ปังปอน จำกัด ให้บริการ รับจดทะเบียนบริษัท ติดต่อ โทร. 081-931-8341 (คุณจ๋า) ครอบคลุมทุกจังหวัด เมื่อคุณมีปัญหา ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับบัญชี ให้นึกถึงเรา เพราะเราเชี่ยวชาญและทำงานอย่างมืออาชีพ การันตีจากสรรพากร (ตัวแทนสรรพากร) และ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (สำนักงานบัญชีคุณภาพ) ปัจจุบันเปิดมาแล้วมากกว่า 29 ปี

  • รับจดทะเบียนบริษัท ที่อยู่ : 47/103 หมู่ 5 ถนนแจ้งวัฒนะ ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120
  • Email : 9622104@gmail.com
  • Line Official Account : @e200
  • รับจดทะเบียนบริษัท ราคา เริ่มต้น : 10,980 บาท
  • รับทำบัญชี ราคา เริ่มต้น : 5,000 บาท
จำนวนคอมเมนต์ของโพสต์ ID 8080: 9

Comments are closed.

Scroll to Top