ธุรกิจจัดงานแสดงสินค้า มีรายจากได้อะไรบ้าง
-
ค่าจัดงาน รายได้หลักของธุรกิจจัดงานแสดงสินค้ามาจากค่าจัดงานที่ผู้ร่วมงานจ่ายในการเข้าร่วมแสดงสินค้า ค่าจัดงานสามารถคิดตามราคาตามพื้นที่จัดงานหรือตามการจัดระบบต่าง ๆ เช่น บูธจัดงาน, พื้นที่จัดงาน, การโฆษณา, การบริการอื่น ๆ
-
ค่าจ้างบริการเสริม บริษัทจัดงานแสดงสินค้าอาจเสริมรายได้ด้วยการให้บริการเสริม เช่น บริการบูธสร้างบุญ, การออกแบบและตกแต่งบูธ, บริการโฆษณา, บริการการติดตั้ง, บริการทะเลาะเสียง, บริการการสื่อสาร, บริการเฟอร์นิเจอร์, บริการอุปกรณ์เสริม, บริการโชว์สินค้า, และอื่น ๆ
-
ค่ารับจ้างออกแบบและตกแต่ง หากบริษัทมีทีมงานออกแบบและตกแต่งบูธและพื้นที่จัดงาน รายได้จะมาจากค่าบริการออกแบบและตกแต่ง
-
ค่าส่งเสริมและโฆษณา รายได้ที่มาจากค่าโฆษณาในงานแสดงสินค้า อาจมาจากการขายพื้นที่โฆษณาบนแผ่นป้าย, โฆษณาในโบว์ทและสื่ออื่น ๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของงาน
-
ค่าที่พัก หากงานแสดงสินค้าเป็นงานระยะยาวหรือมีผู้ร่วมงานจากต่างประเทศ, บริษัทจัดงานอาจรายได้จากค่าที่พักที่จอดรถ, การจองโรงแรม, การจัดระบบรถรับส่ง, และการบรรจุสินค้า
-
รายได้จากค่าบัตรเข้าชม บริษัทจัดงานสามารถรายได้จากค่าบัตรเข้าชมที่ผู้ร่วมงานจ่ายเมื่อเข้าชมงาน
-
ค่าบริการอื่น ๆ รายได้อาจมาจากค่าบริการอื่น ๆ เช่น การจ้างบริการหน่วยงานสื่อสาร, บริการความปลอดภัย, บริการทางเทคโนโลยี, บริการเครื่องดื่มและอาหาร, บริการที่จอดรถ, และอื่น ๆ
-
รายได้จากการขายสินค้า บริษัทจัดงานแสดงสินค้าอาจมีรายได้จากการขายสินค้าในงาน นี้มีความเหมือนกับการจัดงานแสดงสินค้าและร้านค้า
-
บริการรับจ้างอื่น ๆ บางบริษัทอาจเสริมรายได้ด้วยการให้บริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงาน นี้อาจมีการจัดสัมมนาหรือประชุม, การจัดงานแสดงเทคโนโลยีหรือการบรรจุพวกบริษัทเพื่อแนะนำสินค้าและบริการ
-
การขายสินค้าและบริการหลังงาน รายได้อาจมาจากการขายสินค้าและบริการที่ไม่ได้ขายในงาน ในบางกรณี, บริษัทอาจมีร้านค้าออนไลน์ที่เชื่อมโยงกับงานเพื่อขายสินค้าและบริการ
วิเคราะห์ Swot Analysis ธุรกิจจัดงานแสดงสินค้า
ความแข็งแกร่ง (Strengths)
- ความเชี่ยวชาญ บริษัทมีทีมงานและความเชี่ยวชาญในการจัดงานแสดงสินค้าที่เป็นมืออาชีพ
- ความสามารถในการบริการเสริม บริษัทมีความสามารถในการให้บริการเสริมที่ครอบคลุมทุกรายละเอียด เช่น การออกแบบบูธ, บริการโฆษณา, การจัดการบูธ, การเสริมบูธ, และการบริการอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ร่วมงาน
จุดอ่อน (Weaknesses)
- ความขึ้นอยู่ต่อความเครียดของตลาด ธุรกิจจัดงานแสดงสินค้ามักขึ้นอยู่กับความเครียดของตลาด ถ้าตลาดไม่ดี, รายได้จะลดลง
- ความพร้อมใช้งานในช่วงเวลาที่กำหนด บริษัทจัดงานแสดงสินค้าจำเป็นต้องปฏิบัติงานในเวลาที่กำหนด และถ้ามีความล่าช้าหรือปัญหาในการจัดการงานในระยะเวลาที่กำหนด, อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือของลูกค้า
โอกาส (Opportunities)
- การขยายธุรกิจ ธุรกิจจัดงานแสดงสินค้าสามารถขยายธุรกิจไปยังการจัดงานสินค้าที่ใหญ่ขึ้นหรือการจัดงานในระดับนานาชาติ
- การนำเสนอบริการเสริมใหม่ โอกาสในการพัฒนาบริการเสริมใหม่ๆ เพื่อดึงดูดลูกค้าเพิ่มเติม เช่น บริการออกแบบบูธสร้างบุญที่น่าสนใจ
อุปสรรค (Threats)
- การแข่งขันรุนแรง ธุรกิจจัดงานแสดงสินค้ามีการแข่งขันรุนแรง ซึ่งอาจทำให้ราคาตกต่ำและกำไรลดลง
- การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอาจทำให้วิธีการจัดงานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และอาจทำให้บริษัทต้องลงทุนในเทคโนโลยีใหม่
อาชีพ ธุรกิจจัดงานแสดงสินค้า ใช้เงินลงทุนอะไร
-
พื้นที่สำหรับงาน การเริ่มต้นธุรกิจจัดงานแสดงสินค้ามักต้องมีพื้นที่สำหรับจัดงาน เช่น ศูนย์แสดงสินค้าหรือหอแสดงสินค้า ค่าใช้จ่ายในการเช่าหรือซื้อพื้นที่อาจมีค่าใช้จ่ายสูงมาก และจะขึ้นอยู่กับพื้นที่และทำเลที่คุณเลือก
-
การตกแต่งพื้นที่ คุณอาจต้องลงทุนในการตกแต่งพื้นที่เพื่อทำให้มันเหมาะสมสำหรับงานแสดงสินค้า เช่น การสร้างบูธ การตกแต่งตู้เสื้อผ้า หรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นที่เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า
-
อุปกรณ์และเครื่องมือ คุณอาจต้องลงทุนในอุปกรณ์และเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการจัดงาน อาจรวมถึงหน้าจอ LED, ระบบเสียง, โต๊ะ, เก้าอี้, และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ใช้ในการจัดงาน
-
การตรวจสอบและควบคุม การจัดงานแสดงสินค้าต้องมีการควบคุมและตรวจสอบในระหว่างงาน นี้อาจจำเป็นต้องลงทุนในระบบควบคุมเข้าถึงงานแสดงสินค้า ระบบการจัดเก็บสินค้า, หรือระบบควบคุมอื่น ๆ
-
การจัดการงาน การจัดงานแสดงสินค้าต้องมีการจัดการงานที่ดี นี้อาจรวมถึงค่าจ้างทีมงาน, ค่าใช้จ่ายในการจัดทำบูธ, ค่าใช้จ่ายในการประชุม, ค่าใช้จ่ายในการโฆษณา, และอื่น ๆ
-
การโฆษณาและการตลาด คุณอาจต้องลงทุนในการโฆษณาและการตลาดเพื่อเพิ่มความรู้สึกให้กับลูกค้าเกี่ยวกับงานแสดงสินค้าของคุณ
-
ค่าใช้จ่ายในการที่จะรับข้อมูลเข้าถึงงาน คุณอาจต้องจ่ายค่าใช้จ่ายในการที่จะให้ผู้เข้าร่วมงานเข้าถึงงาน ซึ่งอาจรวมถึงค่าบัตรเข้างานและค่าบริการอื่น ๆ
อาชีพ ที่เกี่ยวข้องกับ ธุรกิจจัดงานแสดงสินค้า
-
การจัดการงานแสดงสินค้า การจัดงานแสดงสินค้าต้องการความเชี่ยวชาญในการจัดการงาน, การควบคุมการตรวจสอบ, การวางแผนงาน, การจัดการบุธ, และการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับงาน
-
ออกแบบและการตกแต่ง การตกแต่งพื้นที่และบูธของงานแสดงสินค้าต้องการความคิดสร้างสรรค์และความเชี่ยวชาญในด้านออกแบบและตกแต่ง
-
การโฆษณาและการตลาด การโฆษณาและการตลาดเป็นส่วนสำคัญในการดึงดูดผู้เข้าร่วมงานแสดงสินค้า นี้อาจรวมถึงการสร้างแบรนด์, การจัดโปรโมชั่น, การใช้สื่อสิ่งพิมพ์และการสื่อสารอื่น ๆ เพื่อโฆษณางาน
-
การสื่อสารและรีเลชั่น การสื่อสารกับลูกค้า, ผู้เข้าร่วมงานแสดงสินค้า, และพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจเป็นสิ่งสำคัญ ธุรกิจนี้ต้องมีความคุ้นเคยในการสื่อสารและรีเลชั่นเพื่อสร้างความพึงพอใจของลูกค้า
-
การรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าและพาร์ทเนอร์ การควบคุมความสัมพันธ์ดีๆ กับลูกค้าและพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อถือและความพึงพอใจ
-
การควบคุมเรื่องการเงินและบัญชี การควบคุมการเงินและบัญชีเป็นสิ่งสำคัญเพื่อการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการบริหารค่าใช้จ่าย, การจัดการงบประมาณ, และการสรุปบัญชี
-
การเจรจาและการสรรหา การค้นหาและเจรจากับผู้จัดงานสินค้าและผู้สนับสนุนเพื่อให้ได้รับข้อเสนอที่ดีสำหรับงาน
คําศัพท์พื้นฐาน ธุรกิจจัดงานแสดงสินค้า ที่ควรรู้
-
บูธ (Booth) พื้นที่หรือพื้นที่แสดงสินค้าที่ร้านค้าหรือบริษัทนำสินค้าของพวกเขามาแสดงให้ผู้เข้าร่วมงานได้เห็นและทดลองผลิตภัณฑ์ของพวกเขา
-
สเปนเซอร์ (Exhibitor) บริษัทหรือบุคคลที่มีบูธหรือพื้นที่ในงานแสดงสินค้าเพื่อแสดงผลิตภัณฑ์หรือบริการของพวกเขา
-
การส่งเสริม (Promotion) กิจกรรมหรือวิธีในการโฆษณาและส่งเสริมสินค้าหรือบริการ เพื่อดึงดูดลูกค้า
-
การจัดทำบูธ (Booth Design) การออกแบบและตกแต่งพื้นที่บูธให้สวยงามและเน้นความสื่อสารกับลูกค้า
-
บริการการจัดงาน (Event Management) กระบวนการการวางแผนและดำเนินงานในงานแสดงสินค้า เพื่อให้งานเป็นเรื่องราวเรียนราศรี
-
การตลาดแบบศูนย์กลาง (Trade Show) งานแสดงสินค้าที่เปิดให้ธุรกิจและบุคคลสามารถเข้าชมและเรียนรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรมเฉพาะ
-
รีเลชั่นลูกค้า (Customer Retention) กิจกรรมที่เน้นการรักษาความพึงพอใจของลูกค้าที่มีอยู่และสร้างความเชื่อถือเพื่อให้ลูกค้าเดิมกลับมาอีกครั้ง
-
การประชาสัมพันธ์ (Public Relations) กิจกรรมการสื่อสารที่เน้นการสร้างภาพลักษณ์บวกของบริษัทหรือสินค้าในสาธารณชน
-
การค้างชำระ (Lead Generation) กระบวนการหาลูกค้าโดยการเก็บข้อมูลจากผู้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าเพื่อติดต่อและสร้างความสนใจในผลิตภัณฑ์หรือบริการ
-
การออกแบบกราฟิก (Graphic Design) กระบวนการสร้างภาพถ่าย, ภาพประกอบ, แผนผัง, และสิ่งพิมพ์อื่น ๆ ที่ใช้ในงานแสดงสินค้าเพื่อสื่อสารข้อมูลและสร้างความสวยงามให้กับบูธและสื่อสารและประชาสัมพันธ์
จดบริษัท ธุรกิจจัดงานแสดงสินค้า ทำอย่างไร
-
วางแผนธุรกิจ ก่อนที่คุณจะจดบริษัท, คุณควรทำการวางแผนธุรกิจให้มีแผนธุรกิจที่ชัดเจน รวมถึงการกำหนดวัตถุประสงค์และการกำหนดค่าใช้จ่ายเพื่อเริ่มต้นธุรกิจ
-
การค้นหาชื่อบริษัท คุณจะต้องเลือกชื่อสำหรับบริษัทของคุณ แต่ชื่อนี้ต้องไม่ซ้ำกับบริษัทอื่นในประเทศของคุณและต้องปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่นเกี่ยวกับการลงทะเบียนชื่อบริษัท
-
สร้างเอกสารบริษัท คุณจะต้องจัดเอกสารบริษัทเช่น พระราชบัญญัติบริษัท, ข้อกำหนดของบริษัท, แผนธุรกิจ, และเอกสารอื่น ๆ ที่จำเป็น
-
จดบริษัท คุณจะต้องยื่นเอกสารและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการจดบริษัทที่หน่วยงานที่รับผิดชอบ (เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้าในประเทศ) ในประเทศของคุณ
-
การรับรายใหม่ หลังจากจดบริษัท, คุณจะต้องรับรายใหม่ที่อยู่สำหรับบริษัทของคุณ
-
เปิดบัญชีธนาคาร คุณจะต้องเปิดบัญชีธนาคารให้กับบริษัทของคุณเพื่อดำเนินธุรกิจ
-
ปฏิบัติตามกฎหมาย ตรวจสอบกฎหมายและข้อกำหนดท้องถิ่นเกี่ยวกับธุรกิจจัดงานแสดงสินค้าและปฏิบัติตามกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
-
สร้างนโยบายและกระบวนการ สร้างนโยบายและกระบวนการสำหรับบริษัทของคุณเพื่อการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ
-
สร้างทีม รับบุคคลที่มีความรู้และความสามารถในการจัดงานแสดงสินค้า เพื่อช่วยในการดำเนินธุรกิจ
-
โฆษณาและการตลาด สร้างแผนการตลาดเพื่อสร้างความรู้เกี่ยวกับงานแสดงสินค้าของคุณและดึงดูดผู้เข้าร่วมงาน
-
ดำเนินธุรกิจ เมื่อทุกอย่างพร้อม, คุณสามารถเริ่มดำเนินธุรกิจของคุณในการจัดงานแสดงสินค้า
-
การรายงานและบัญชี คุณต้องทำการบัญชีและรายงานการเงินของบริษัทตามกฎหมายท้องถิ่น
-
ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ ติดต่อกับหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดงานแสดงสินค้าเพื่อปรึกษาและรับข้อมูลเพิ่มเติมที่จำเป็น
-
พัฒนาธุรกิจ พัฒนาธุรกิจของคุณอย่างต่อเนื่องเพื่อความเจริญรุ่งเรือง
บริษัท ธุรกิจจัดงานแสดงสินค้า เสียภาษีอะไร
-
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax) เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากผู้บริโภคในกระบวนการซื้อขายสินค้าและบริการ บริษัทที่จัดงานแสดงสินค้าอาจต้องเสีย VAT ในกรณีที่มีการขายบัตรเข้างานหรือบริการอื่น ๆ
-
ภาษีบริษัท บริษัทจะต้องเสียภาษีเงินได้ตามกฎหมายท้องถิ่น โดยอัตราภาษีจะขึ้นอยู่กับระดับรายได้ของบริษัท
-
ภาษีอากร บริษัทอาจต้องเสียภาษีอากรเมื่อมีการขายสินค้าหรือบริการในงานแสดงสินค้า
-
อื่น ๆ อย่างไรก็ตาม, ภาษีและค่าธรรมเนียมอื่น ๆ อาจเกี่ยวข้องกับธุรกิจจัดงานแสดงสินค้าขึ้นอยู่กับกฎหมายและข้อกำหนดในประเทศของคุณ คุณควรปรึกษากับนักบริหารและนักบัญชีเพื่อตรวจสอบและปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่น
อ่านบทความทั้งหมด >>> xn--82cyjl9bwb6cwa.com/
